Gate valve กับ Ball valve ต่างกันอย่างไร
Gate Valve vs Ball Valve เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด และการเลือกใช้ในงานที่แตกต่างกัน
สำหรับงานออกแบบระบบท่อหรือระบบควบคุมการไหลของของเหลว “วาล์ว” ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยควบคุม และเปิดหรือปิดการไหลได้ตามต้องการ ซึ่งวาล์วที่ได้รับความนิยมสูงในการใช้งานมีอยู่ 2 ประเภทหลัก คือ Gate Valve และ Ball Valve
แม้ว่าทั้งสองแบบจะมีหน้าที่คล้ายกันคือช่วยควบคุมการไหล แต่ในด้านโครงสร้างภายใน หลักการทำงาน และลักษณะการใช้งานจริง กลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สิ่งสำคัญคือ การเข้าใจจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละแบบจะช่วยให้เลือกใช้งานได้ถูกต้องและคุ้มค่ามากที่สุด
หลักการทำงานของ Gate Valve และ Ball Valve
การทำงานของ Gate Valve
วาล์วชนิดเปิด–ปิด ที่ใช้การเคลื่อนที่ขึ้น–ลงในแนวตั้งฉากกับทิศทางการไหล และเมื่อเปิดเต็มที่ของไหลจะสามารถเคลื่อนผ่านไปได้และมีแรงดันที่ต่ำมาก จึงเหมาะกับระบบที่ต้องการเปิดหรือปิดอย่างเต็มที่ ไม่ได้เน้นที่การควบคุมอัตราการไหลที่ต้องการความซับซ้อนมากเกินไป
การทำงานของ Ball valve
Ball Valve เป็นวาล์วที่มีลักษณะการทำงานแบบหมุน 90 องศา โดยใช้แกนวาล์วหมุนลูกบอลกลวงที่มีรูตรงกลางเพื่อเปิดหรือปิดการไหล เมื่อตำแหน่งรูตรงกับท่อ ของไหลก็จะผ่านไปได้ แต่เมื่อหมุนกลับในทิศทาง 90 องศา ช่องทางการไหลก็จะปิดสนิททันที การควบคุมการไหลของบอลวาล์วก็ไม่ได้มีความซับซ้อนเช่นเดียวกัน
เปรียบเทียบข้อดีของ Gate Valve และ Ball Valve
ทั้ง Gate Valve และ Ball Valve ต่างก็มีข้อดีที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน โดยสามารถแบ่งเป็นรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้
ข้อดีของ Gate Valve
วาล์วประตูน้ำมีข้อดีเด่นด้านความสามารถในการเปิดทางไหลเต็มหน้าท่อและเหมาะกับงานขนาดใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้
- แรงดันตกต่ำ : เมื่อเปิดวาล์วเต็มที่จะทำให้ของไหลผ่านได้อย่างอิสระ เหมาะกับระบบท่อเมนที่ต้องการคงระดับแรงดันให้สูง
- เหมาะกับขนาดท่อใหญ่ : ใช้ได้ดีในระบบที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ระบบน้ำเสีย ระบบโรงงาน และระบบดับเพลิง
- รองรับการไหลสองทิศทาง : การออกแบบในบางรุ่นสามารถติดตั้งให้ของไหลผ่านได้ทั้งสองทาง
- โครงสร้างแข็งแรง : ผลิตจากวัสดุทนแรงดัน เช่น เหล็กหล่อ เหล็กหล่อเหนียว หรือสแตนเลส ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
ข้อดีของ Ball valve
Ball Valve โดดเด่นเรื่องความสะดวกและรวดเร็วในการเปิด–ปิด โดยเฉพาะในระบบที่ต้องการตอบสนองเร็ว เช่น ระบบก๊าซหรือระบบน้ำอุตสาหกรรม
- เปิด–ปิดรวดเร็ว : ใช้การหมุนเพียง 90 องศา จึงสามารถควบคุมได้ง่าย เหมาะกับระบบที่ต้องการปิดฉุกเฉิน
- ปิดได้สนิท : ลูกบอลภายในช่วยให้ปิดได้แน่น ไม่มีการรั่วซึม เหมาะกับของเหลวแรงดันสูง งานลมหรือระบบก๊าซ
- ดูสถานะการเปิด–ปิดง่าย: สามารถดูจากตำแหน่งด้ามจับ ได้ทันที
- มีอายุการใช้งานระยะยาว : วัสดุของบอลวาล์วและซีลมักทำจากวัสดุทนการสึกหรอ รองรับการใช้งานได้นานแม้ต้องเปิด–ปิดบ่อย
เปรียบเทียบข้อจำกัดของ Gate Valve และ Ball Valve
แม้ว่าวาล์วทั้งสองประเภทจะมีข้อดีเฉพาะตัว แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนเลือกใช้งานด้วย ตามรายละเอียดต่อไปนี้
ข้อจำกัดของ Gate Valve
- เปิด–ปิดช้า : การใช้งานต้องหมุนหลายรอบทำให้ใช้เวลานาน ไม่เหมาะกับระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการใช้งาน หรือต้องการระบบปิดฉุกเฉิน
- ควบคุมการไหลยาก : การเปิดบางส่วนอาจทำให้แผ่นประตูสั่นไหวและเกิดการสึกหรอ ในระยะยาวอาจควบคุมการไหลได้ยาก
- ตรวจสอบสถานะเปิด–ปิดยาก : หากต้องการตรวจสอบต้องลองหมุนดูหรือสังเกตตำแหน่ง Stem เป็นตัวบอกสถานะ
ข้อจำกัดของ Ball valve
Ball Valve อาจใช้งานได้ง่ายและสามารถเปิด-ปิดได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดในบางกรณี โดยเฉพาะในระบบขนาดใหญ่หรือที่ต้องการควบคุมแรงดัน ทั้งนี้อาจสรุปข้อจำกัดของบอลวาล์วได้ ดังนี้
- อาจเกิดแรงดันกระแทก : การเปิด–ปิดเร็วเกินไปอาจทำให้แรงดันกระแทกภายในท่อสูง ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายได้
- ราคาสูง : โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น สแตนเลส หรือรุ่นสำหรับแรงดันสูง
- ไม่เหมาะกับการปรับอัตราการไหล : ลูกบอลหมุนเร็วและไม่สามารถควบคุมการไหลได้ละเอียดเท่ากับวาล์วประเภทอื่น
เลือกใช้งาน Gate Valve หรือ Ball Valve อย่างไรให้เหมาะกับระบบ
ก่อนจะตัดสินใจเลือกใช้งานวาล์ว ควรพิจารณาจากลักษณะของระบบและความต้องการทางเทคนิค เพิ่มเติม ดังนี้
กรณีที่ควรเลือกใช้ Gate Valve
การเลือกใช้ Gate Valve จะมีประสิทธิภาพมาก เมื่อใช้กับระบบมีขนาดใหญ่ ต้องการแรงดันตกต่ำ และไม่ต้องเปิด–ปิดบ่อย เช่น
- ระบบท่อเมนในโรงงานหรืออาคารสูง
- ระบบน้ำประปาและน้ำเสีย
- ระบบดับเพลิง
- ระบบที่ต้องการเปิด-ปิดเต็ม ไม่เน้นควบคุมปริมาณการไหล
กรณีที่ควรเลือกใช้ Ball Valve
สำหรับการใช้ Ball Valve นั้นจะใช้ในระบบที่ต้องการการตอบสนองเร็ว หรือเน้นความสะดวกในการตรวจสอบการทำงาน เช่น
- ระบบก๊าซ หรือของไหลแรงดันสูง
- ระบบที่ต้องการเปิด–ปิดบ่อยครั้ง
- มีระบบควบคุมอัตโนมัติ หรือมีการสั่งงานผ่าน Actuator
- งานที่ต้องการความแน่นหนาของการปิด เพื่อความปลอดภัย
สรุป การเลือก Gate Valve และ Ball Valve
หากเปรียบเทียบโดยรวมแล้ว Gate Valve จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันตกต่ำ เน้นความทนทาน และไม่ต้องเปิด–ปิดบ่อย ขณะที่ Ball Valve จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับงานที่ต้องการการเปิด–ปิดรวดเร็ว ปิดแน่น และตรวจสอบสถานะได้ง่าย
ทั้งนี้ การเลือกใช้งานควรพิจารณาเพิ่มเติมจากลักษณะของของไหล ขนาดท่อ ความถี่ในการใช้งาน รวมถึงงบประมาณที่มี เพื่อให้ได้วาล์วที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด และหากท่านต้องการเลือก Gate Vlave และ Ball Valve ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์กับอุตสาหกรรมหรือรูปแบบการใช้งานจริง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 098-905-9805 หรือแอดไลน์ @UdySupply ร้านจำหน่ายวาล์วชั้นนำ

